จังหวัดสตูล ในอดีต

                                      สตูล

มลายูสตูลเมื่อ100ปีที่เเล้ว..
เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเติบโต

เพื่อชดเชยความชะงักงันในยุคของตนกูอับดุลเราะห์มาน เมื่อกูเด็น(พระยาภูมินารถภักดี)มาปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนในปีที่สอง จึงเริ่มเร่งรัดการสร้างถนน หลายสายหลายแห่ง

1.เริ่มตั้งแต่วันที่1เดือน3-รอบิอุ้ลเอาวาล-2440 กูเด็นส่งกรรมกรชาวอินเดีย5คนไปทำถนนในตลาดสุไหงอุเปะห*์ และถนนสายหัวเขาถึงบ้านเปรีย  ไม่กำหนดว่ากี่วัน แต่จ่ายค่าจ้างเมื่อเสร็จงานคนละ 7 เหรียญ10 ดูวิต ( ดูวิตเป็นภาษามลายู หมายถึง"เซนต์"ในภาษาอังกฤษ).
สำหรับหัวหน้าให้ 9 เหรียญ โดยให้จ่าสิบตำรวจมุฮัมหมัดดาวูดเป็นผู้ควบคุม (บันทึกฯเล่ม1หน้า133)

ถ้าเทียบเป็นอัตราแลกเปลี่ยนหยาบๆแบบโบราณ เหรียญละ10 บาท เป็นค่าจ้างที่สูงเอาการ เพราะเป็นเงินถึง 71 บาทต่อคน สูงกว่าเงินเดือนของ นายหมานผู้คุมเรือนจำที่ได้รับเงินเดือนๆละ6เหรียญเท่านั้น (บันทึกฯ ลว.18-7-2439)

2.เดือนเดียวกัน เร่งให้กำนันตำบลบ้านควน และกำนันตำบลปันจอร์นำลูกบ้านปรับปรุงถนนที่ทำไว้แล้ว แต่ไม่ได้มาตรฐาน บางแห่งสูง บางแห่งต่ำ บางแห่งยังไม่ทำ( บันทึกฯเล่ม1 หน้า106 )

3.ต้นปี2441 กูเด็นได้แจ้งไปยัง ตนกูอิสหาก ญาติเจ้าเมืองปฏิบัติหน้าที่ประจำศาลยุติธรรม ที่กำลังให้ลูกจ้าง 17 คนสร้างบ้านของท่าน ว่า
"หากลูกจ้างเหล่านี้ว่างจากงานสร้างบ้านเมื่อใด ขอให้ท่านนำลูกจ้างไปสร้างถนนที่้บ้านจีน**ทันที ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้สั่งการให้ หวันอิสมาแอลเป็นผู้ควบคุมลูกจ้าง. เมื่อข้าพเจ้าเดินทางกลับถึงสตูลแล้ว จะจ่ายค่าจ้างให้ตามระเบียบ พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าได้ส่งแผนผังแนวถนนที่จะสร้างมาให้ด้วยแล้ว" (บันทึกฯเล่ม1 หน้า253/ 17-2-2441)

4.ตกลงให้ว่าจ้างชาวจีน ชื่ออังฮวย และ ลิ่มสู ผู้รับเหมาก่อสร้างสะพานข้ามคลองหมาดสาเลมในสุไหงอุเปะห์วงเงิน 960เหรียญ สั่งให้สร้างให้เสร็จตามสัญญา โดยมีจ่าสิบตำรวจมุฮัมหมัดดาวูดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง. และให้ใช้รายได้จากการจำหน่ายพริกไทยเป็นค่าจ้าง. (บันทึกฯเล่ม1 หน้า 355 /29-11-2441)

5.ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน สะพานตายายในตัวเมืองชำรุด กูเด็นจึงมีหนังสือถึงหัจญีมุฮัมหมัด กำนันตำบลปันจอร์ "...ให้ท่านเกณฑ์ราษฎรในตำบลปันจอร์  เดินทางไปช่วยซ่อมแซมสะพานปาปันตันไย ที่มำบังนังคะราด้วย.." (บันทึกฯเล่ม1หน้า326/15-10-2441)

[สะพานตายายมีชื่อจริงว่า "ปาปันตันไย้". แปลว่าสะพานไม้ เนื่องจากมีแผ่นกระดานแผ่นเดียวทอดข้ามแต่ผูัคนมักเรียกสั้นๆว่า"พานตาย้าย". พอข้าราชการจากกรุงเทพมา ก็เข้าใจว่าสะพานนี้ชื่อสะพานตายาย จึงบันทึกชื่อในสารบบว่าสะพานตายาย]

6.ปลายปี2442เร่งให้สร้างถนนไปเกาะนก เพราะเวลานั้นท่าเรืออยู่ที่เปงกาลันกันตง(ศาลากันตง) โดยให้กำนันอีมานเกณฑ์ชาวบ้านบาราเกต***มาร่วมสร้าง และมีนายหมาดดาเระชาวมำบังนังคะราเป็นผู้ควบคุมอีกที(บันทึกฯเล่ม2หน้า172 /27-10-2442)

7.ต้นปี2543มีหนังสือถึงนายหมาดสมานที่เกาะยาวว่า
"...ตามที่เจ๊ะฮานาเฟี้ยะมีความประสงค์จะเตรียมพื้นที่ทำถนนบริเวณที่จะปลูกบ้านที่ปุเลาปันยัง****
ขอให้นายหมาดสมานเชิญเจ้ะฮานาเฟียะและราษฎรปุเลาปันยัง. มาช่วยกันเตรียมพื้นที่และทำถนนได้ตามความประสงค์"  (บันทึกเล่ม1หน้า557/23-5-2443)

น่าเสียดายที่เอกสารชำรุดไม่สามารถอ่านได้เป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นคงจะมีบันทึกเกี่ยวกับคำสั่งสร้างถนนอีกหลายฉบับ. และแม้จะมีบันทึกเพียงไม่กี่ฉบับที่หลงเหลืออยู่  ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาเมือง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง

แรงงานที่สุไหงอุเปะห์ไม่พอ ก็ส่งแรงงานอินเดียไปช่วย. ช่าง17คนกำลังสร้างบ้านของข้าราชการศาลยุติธรรมอยู่ ก็เร่งเร้ากดดันให้รีบไปสร้างถนนที่บ้านจีน

มันคือวิธีทำงานของคนที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง   และหวังผลสัมฤทธิ์สูง เพื่อพัฒนาเมืองที่ตนปกครอง ให้เจริญอย่างที่อยากให้เป็น ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด
______________________________
เชิงอรรถ
*สุไหงอุเปะห์ ชื่อมลายูของทุ่งหว้า
**บ้านจีน-ชื่อเดิมของตำบลฉลุง
***บาราเกต-ท่าแพ
****ปุเลาปันยัง-เกาะยาว
ภาพประกอบ ถนนกลางเมืองทุ่งหว้า หลังสมัยตนกูบาฮารุดดินอีก60ปีต่อมา 



          
                มลายูสตูลเมื่อ100ปีที่เเล้ว..
 
เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเติบโต

เพื่อชดเชยความชะงักงันในยุคของตนกูอับดุลเราะห์มาน เมื่อกูเด็น(พระยาภูมินารถภักดี)มาปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนในปีที่สอง จึงเริ่มเร่งรัดการสร้างถนน หลายสายหลายแห่ง

1.เริ่มตั้งแต่วันที่1เดือน3-รอบิอุ้ลเอาวาล-2440 กูเด็นส่งกรรมกรชาวอินเดีย5คนไปทำถนนในตลาดสุไหงอุเปะห*์ และถนนสายหัวเขาถึงบ้านเปรีย  ไม่กำหนดว่ากี่วัน แต่จ่ายค่าจ้างเมื่อเสร็จงานคนละ 7 เหรียญ10 ดูวิต ( ดูวิตเป็นภาษามลายู หมายถึง"เซนต์"ในภาษาอังกฤษ).
สำหรับหัวหน้าให้ 9 เหรียญ โดยให้จ่าสิบตำรวจมุฮัมหมัดดาวูดเป็นผู้ควบคุม (บันทึกฯเล่ม1หน้า133)

ถ้าเทียบเป็นอัตราแลกเปลี่ยนหยาบๆแบบโบราณ เหรียญละ10 บาท เป็นค่าจ้างที่สูงเอาการ เพราะเป็นเงินถึง 71 บาทต่อคน สูงกว่าเงินเดือนของ นายหมานผู้คุมเรือนจำที่ได้รับเงินเดือนๆละ6เหรียญเท่านั้น (บันทึกฯ ลว.18-7-2439)

2.เดือนเดียวกัน เร่งให้กำนันตำบลบ้านควน และกำนันตำบลปันจอร์นำลูกบ้านปรับปรุงถนนที่ทำไว้แล้ว แต่ไม่ได้มาตรฐาน บางแห่งสูง บางแห่งต่ำ บางแห่งยังไม่ทำ( บันทึกฯเล่ม1 หน้า106 )

3.ต้นปี2441 กูเด็นได้แจ้งไปยัง ตนกูอิสหาก ญาติเจ้าเมืองปฏิบัติหน้าที่ประจำศาลยุติธรรม ที่กำลังให้ลูกจ้าง 17 คนสร้างบ้านของท่าน ว่า
"หากลูกจ้างเหล่านี้ว่างจากงานสร้างบ้านเมื่อใด ขอให้ท่านนำลูกจ้างไปสร้างถนนที่้บ้านจีน**ทันที ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้สั่งการให้ หวันอิสมาแอลเป็นผู้ควบคุมลูกจ้าง. เมื่อข้าพเจ้าเดินทางกลับถึงสตูลแล้ว จะจ่ายค่าจ้างให้ตามระเบียบ พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าได้ส่งแผนผังแนวถนนที่จะสร้างมาให้ด้วยแล้ว" (บันทึกฯเล่ม1 หน้า253/ 17-2-2441)

4.ตกลงให้ว่าจ้างชาวจีน ชื่ออังฮวย และ ลิ่มสู ผู้รับเหมาก่อสร้างสะพานข้ามคลองหมาดสาเลมในสุไหงอุเปะห์วงเงิน 960เหรียญ สั่งให้สร้างให้เสร็จตามสัญญา โดยมีจ่าสิบตำรวจมุฮัมหมัดดาวูดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง. และให้ใช้รายได้จากการจำหน่ายพริกไทยเป็นค่าจ้าง. (บันทึกฯเล่ม1 หน้า 355 /29-11-2441)

5.ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน สะพานตายายในตัวเมืองชำรุด กูเด็นจึงมีหนังสือถึงหัจญีมุฮัมหมัด กำนันตำบลปันจอร์ "...ให้ท่านเกณฑ์ราษฎรในตำบลปันจอร์  เดินทางไปช่วยซ่อมแซมสะพานปาปันตันไย ที่มำบังนังคะราด้วย.." (บันทึกฯเล่ม1หน้า326/15-10-2441)

[สะพานตายายมีชื่อจริงว่า "ปาปันตันไย้". แปลว่าสะพานไม้ เนื่องจากมีแผ่นกระดานแผ่นเดียวทอดข้ามแต่ผูัคนมักเรียกสั้นๆว่า"พานตาย้าย". พอข้าราชการจากกรุงเทพมา ก็เข้าใจว่าสะพานนี้ชื่อสะพานตายาย จึงบันทึกชื่อในสารบบว่าสะพานตายาย]

6.ปลายปี2442เร่งให้สร้างถนนไปเกาะนก เพราะเวลานั้นท่าเรืออยู่ที่เปงกาลันกันตง(ศาลากันตง) โดยให้กำนันอีมานเกณฑ์ชาวบ้านบาราเกต***มาร่วมสร้าง และมีนายหมาดดาเระชาวมำบังนังคะราเป็นผู้ควบคุมอีกที(บันทึกฯเล่ม2หน้า172 /27-10-2442)

7.ต้นปี2543มีหนังสือถึงนายหมาดสมานที่เกาะยาวว่า
"...ตามที่เจ๊ะฮานาเฟี้ยะมีความประสงค์จะเตรียมพื้นที่ทำถนนบริเวณที่จะปลูกบ้านที่ปุเลาปันยัง****
ขอให้นายหมาดสมานเชิญเจ้ะฮานาเฟียะและราษฎรปุเลาปันยัง. มาช่วยกันเตรียมพื้นที่และทำถนนได้ตามความประสงค์"  (บันทึกเล่ม1หน้า557/23-5-2443)

น่าเสียดายที่เอกสารชำรุดไม่สามารถอ่านได้เป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นคงจะมีบันทึกเกี่ยวกับคำสั่งสร้างถนนอีกหลายฉบับ. และแม้จะมีบันทึกเพียงไม่กี่ฉบับที่หลงเหลืออยู่  ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาเมือง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง

แรงงานที่สุไหงอุเปะห์ไม่พอ ก็ส่งแรงงานอินเดียไปช่วย. ช่าง17คนกำลังสร้างบ้านของข้าราชการศาลยุติธรรมอยู่ ก็เร่งเร้ากดดันให้รีบไปสร้างถนนที่บ้านจีน

มันคือวิธีทำงานของคนที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง   และหวังผลสัมฤทธิ์สูง เพื่อพัฒนาเมืองที่ตนปกครอง ให้เจริญอย่างที่อยากให้เป็น ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด
______________________________
เชิงอรรถ
*สุไหงอุเปะห์ ชื่อมลายูของทุ่งหว้า
**บ้านจีน-ชื่อเดิมของตำบลฉลุง
***บาราเกต-ท่าแพ
****ปุเลาปันยัง-เกาะยาว
ภาพประกอบ ถนนกลางเมืองทุ่งหว้า หลังสมัยตนกูบาฮารุดดินอีก60ปีต่อมา


การเเลกเปลี่ยนเงินของสตูล
 
เมื่อ 150-200 ปีที่เเล้ว..
งานแรกของกูเด็น

งานแรกที่ปรากฏในสมุดบันทึกจดหมายเหตุของตนกูบาฮารุดดิน ซึ่งต่อไปนี้จะใช้นาม"กูเด็น". ตามที่ระบุหนังสือราชการ คือ การออกคำสั่งห้ามนำเงินตราญี่ปุ่นเข้าเมืองสตูล

"21-4-ฮศ.1317 (พศ.2439)
หนังสือจากกูเด็น ผู้รักษาราชการเมืองสตูล ถึงนายหมัดสอาด กำนันตำบลตันหยงเปาฮ์
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16-8-ฮศ.1316 ตนกูอับดุลเราะห์มาน ได้ออกคำสั่งห้ามนำเงินตราญี่ปุ่นเข้าเมืองสตูล หากผู้ใดนำเงินตราญี่ปุ่นเข้าเมืองสตูล ขอมอบอำนาจแก่นายหมัดสอาด กำนันตำบลตันหยงเปาฮ์ ตรวจตราอย่างถี่ถ้วน หากพบว่าเป็นความจริง ให้ดำเนินการจับกุม ยึดของกลาง สอบสวนแล้วหากมีความผิด และยังขัดขืน ให้ลงโทษตามความเหมาะสม
สั่ง ณ.วันที่21-4-1317"

ทำไมจึงห้ามเงินตราญี่ปุ่น

เมืองสตูลสมัยนั้น ไม่ได้ใช้เงินตราในสกุลเงินไทย เพราะเราอยู่ใกล้ชิดกับปีนัง เปอร์ลิส และไทรบุรี เหตุที่ใกล้ชิดก็เพราะการติดต่อคมนาคมทำได้ทางเดียวคือทางเรือ ไม่มีถนนไปตรัง ไม่มีถนนไปพัทลุงหรือสงขลา  การติดต่อค้าขายจึงมีเมืองต่างๆในมลายูเป็นคู่ค้า

และเมื่อค้าขายกับปีนัง ก็ต้องใช้สกุลเงินของอาณานิคมช่องแคบของอังกฤษ ( Straits Settlement Currency ) พ่อค้าที่ขนไม้ฟืนลงสำเภาไปขาย ก็รับเงินค่าสินค้ากลับมาเป็นเงินเหรียญดอลลาร์ ยุคนั้นผู้คนยังไม่เชื่อถือในเงินกระดาษ(Paper Money หรือธนบัตร)  จะเชื่อถือในเนื้อสารที่นำมาทำเงินตรา เหรียญราคาสูงมากๆจะทำด้วยทองคำ ราคาตำ่ลงมาก็จะทำด้วยโลหะเงิน เหรียญหนึ่งดอลลาร์ซึ่งนับว่ามีค่าสูง ก็จะเป็นเหรียญเงินขนาดใหญ่ เหรียญ 50,20,10,5 เซนต์ก็จะเป็นเหรียญเงินที่มีขนาดเล็กลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ พอถึงเหรียญหนึ่งเซ็นต์ก็ทำด้วยทองแดง แต่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าเหรียญ 50 เซ็นต์

ยุครัชกาลที่4 โลหะเงินมีค่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเหรียญของประเทศไหนก็จะมีมูลค่าของเนื้อโลหะในตัวมันเอง สมัยรัชกาลที่4 ราชสำนักสยามถูกบังคับให้เลิกผูกขาดการค้าด้วยสนธิสัญญาบาวริ่ง ทำให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น จนเงินเหรียญกษาปน์ไทยไม่พอใช้ ฝรั่งต้องขนโลหะเงินมาให้กองกษาปณ์ผลิตเงินพดด้วงแล้วจ่ายเพิ่มค่าผลิตเหรียญให้รัฐบาลสยาม.เพื่อนำไปชำระค่าสินค้า แต่กระนั้นจำนวนเงินพดด้วงก็ยังไม่พอใช้ จนรัฐบาลสยามต้องนำเหรียญเงินของประเทศเม็กซิโกซึ่งมีรูปนกอินทรีที่หน้าเหรียญด้านหนึ่ง  นำมาตีตราจักร(ราชวงศ์จักรี) และตรามหาพิชัยมงกุฏ(ตราประจำพระองค์รัชกาลที่4)มาใช้แทนเงินตราสยาม เหรียญนี้เรียกกันทั่วไปว่าเหรียญนก เหรียญประเทศอื่นก็มีทำเช่นนี้ เช่นเปรู, สเปนเป็นต้น

แต่พอถึงปี2436 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการเก็งกำไรค่าโลหะเงินในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ์( Commodity Market )ของสหรัฐ เมื่อโลหะเงินด้อยค่าดำดิ่งลงทำให้ธนาคารล้มเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยกระทบไปทั่วโลก

จึงมีคำสั่งห้ามใช้เหรียญญี่ปุ่นซึ่งนิยมใช้ควบคู่กับ "เบี้ยเหรียญ"ของอาณานิคมอังกฤษ เพราะความด้อยค่าของโลหะ เหรียญญี่ปุ่นไม่มีค่าในฐานะตัวกลางแลกเปลี่ยนเหมือนเหรียญอาณานิคม ซึ่งแม้ราคาของโลหะเงินจะด้อยค่าไปแค่ไหน แต่"มูลค่า"ของมันในฐานะอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังคงอยู่

คำสั่งของกูเด็นน่าจะมีไปถึงกำนันทุกตำบล หากแต่ความชำรุดของเอกสาร. ทำให้เหลือฉบับที่มีไปถึงหมัดสอาดกำนันตำบลตันหยงโปเพียงแค่ฉบับเดียว
________________________
หมายเหตุ:เนื่องจากบันทึกฯทั้งสองเล่มใช้ปฏิทินอิสลาม เดือน 4 ในบันทึกนี้จึงหมายถึงเดือนราบิอุล อาเคร( Rabiul Akhir )ของปีนั้น
ภาพประกอบ
ภาพ1. เหรียญเงินญี่ปุ่นราคา20เซนต์สมัยเมจิปีที่8ตรงกับ พศ.2418
ภาพ2 . เหรียญเงินญี่ปุ่น1เยน(1ดอลล่าร์)สมัยศักราชเมจิปีที่ 3 ตรงกับ พศ.2413
ภาพที่3. ตัวอย่างเหรียญอาณานิคมช่องแคบ(Straits Settlement)ชุดที่ใช้ในช่วงที่ออกประกาศนี้ ครบชุด
ภาพที่4. ตัวอยาง"เบี้ยเหรียญใหญ่"ซึ่งทำหน้าที่เป็น"เงินออม"ของราษฎรเมืองสตูลเวลานั้น
ภาพที่5. ตัวอย่างเหรียญทองคำที่ใช้ชำระสินค้าที่มีค่ามากๆ เหรียญทองแดงหนึ่งร้อยเหรียญมีค่าเท่ากับเหรียญทองนี้หนึ่งเหรียญ 






    เชื่อมต่อระบบโทรเลขกับอาณานิคม

"24-12-1320 (พศ.2442)
หนังสือจากกูเด็น ผู้รักษาราชการเมืองสตูล ถึงตนกูสุไลมาน
เนื่องจากนายหมาดตอเย็บ ผู้รับผิดชอบการปักเสาโทรเลขทำงานล่าช้า เกรงว่าจะเสร็จไม่ทันตามกำหนด
ขอให้แจ้งไปยังหัจญีอับดุลเลาะห์ กำนันตำบลกูบังปะโหลด ให้เกณฑ์ราษฎรไปช่วยปักเสาโทรเลข โดยเริ่มจากบ้านจีนไปถึงมำบังนังครา พร้อมกันนี้ ให้เกณฑ์ราษฎรจากตำบลฆัวร.*  มาสมทบด้วย เพื่องานจะได้เสร็จทันตามกำหนด"

แล้วเชื่อมกับระบบของมลายูได้เมื่อไหร่ ?

เมื่อระบบโทรเลขของสตูลเสร็จ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบของระบบของเปอร์ลิส ก็สามารถสื่อสารไปได้ไกลถึงสิงคโปร์ เพราะอังกฤษได้วางระบบโทรเลขทั่วคาบสมุทรมลายูมากว่า20 ปีแล้ว เพื่อประสิทธิภาพในการปกครองอาณานิคม

ไม่มีหลักฐานว่าเสร็จเมื่อไหร่ แต่มีหลักฐานว่ามีการสื่อสารผ่านระบบโทรเลขเมื่อวันที่ 15 เดือน8 ปีฮิจเราะห์ศักราช1321. ตรงกับวันที่ 15 เดือนพฤษภาคม 2443

"......หนังสือจากกูอาหมัด หัวหน้าฝ่ายคลังเมืองสตูล ผู้รักษาราชการเมืองสตูล แจ้งให้ดาโต๊ะอิสหาก กำนันตำบลละงูทราบ เรื่องที่ได้รับโทรเลขจากรายามูดาแห่งเมืองไทรบุรี เมื่อวันท ี่15-8-1321 ความว่า
       ให้เมืองสตูลจัดการละเล่นพื้นเมืองไปร่วมฉลองวันพระราชสมภพกษัตริย์อังกฤษที่ปีนัง ระหว่างวันที่ 24-26 เดือน 8 ฮศ.1321. รวม3วัน
        เมื่อได้รับหนังสือนี้แล้ว ให้ท่านจัดหาการละเล่นพื้นเมือง ได้แก่มะโย่ง หนังตลุง และมโนราห์ ประเภทละ1โรง ไปยังศาลาว่าการเมืองสตูล ภายในวันที่ 22-8-1321 ด้วย "

กษัตริย์อังกฤษเวลานั้นคือควีนวิคทอเรีย ทรงมีพระราชสมภพเมื่อ 24 พฤษภาคม 1819 (พศ.2362). ทรงปกครองอังกฤษตั้งแต่วันที่20 มิถุนายน1837 (2380) เพิ่งฉลอง Diamond Jubilee (ครองราชครบ 60 ปี) ไปเมือปี 2440

ถ้าสมุดบันทึกของกูเด็นไม่เสียหาย เราจะพบว่า สตูลมีการส่งการละเล่นแบบนี้ ไปร่วมฉลอง Diamond Jubilee ช่วงวันที่ 20-27 มิถุนายน2440  ที่ปีนังด้วย

งานฉลองครองราชย์ครบ60ปีของควีนวิคทอเรีย. จัดอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองอาณานิคมทั่วโลก ที่ปีนังมีการสร้างหอนาฬิกาเพื่อเป็นที่ระลึก พ่อค้าชาวสตูลที่ค้าขายกับปีนัง จะพาครอบครัวไปร่วมเฉลิมฉลองแล้วกลับมาพูดถึงเหตุการณ์นี้อีกตลอดชีวิตที่เหลือ เพราะจะไม่เจออะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้อีกเลย

คุณแม่ผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า เวลานั้นท่านยังไม่เกิด คุณตากับคุณยายเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ คุณยายเพิ่งตั้งท้องแรก แต่คุณตาค้าขายปีนังก็ต้องเดินทางบ่อย ท่านตั้งใจที่จะไป"เที่ยว"งานนี้  เรือสำเภาบรรทุกไม้ฟืนเต็มลำแล้วก็ยังไม่ยอม่ออกเรือ รอจนถึงวันที่18 จึงออกเรือเพื่อได้อยู่ปีนังในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง พอกลับมาก็พูดถึงเรื่องนี้  เล่าให้ฟังถึงความยิ่งใหญ่ของงาน. จนกระทั่งคุณแม่ของผู้เขียนเกิดในปี2459. คุณตาก็ยังเล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆ
______________________
*ตำบลฆัวร. คือตำบลบ้านควนในปัจจุบัน
**ก่อนปี2453 ราษฎร์สตูลใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน
เทียบปัจจุบันเหลือเพียง 3 ตำบลที่ยังใช้ฯ
ภาพประกอบ
1.ควีนวิคทอเรีย(1819-1901)จักรพรรดินีแห่งอังกฤษ
2.หอนาฬิกาฉลองครองราชครบ 60ปีที่ปีนังสร้างโดยมหาเศรษฐีจีนอพยพ





                ปี พ.ศ.2439 เมื่อ 100 ปีที่เเล้ว 

ยังไม่มีการแบ่งเขตการปกครองเป็นอำเภอ. แต่มีตำบลทั้งหมด 21ตำบล(มูเก็ม) ตำบลหลักมี2ตำบล มีหน้าที่ปกครองตำบลอื่นๆด้วย คือ
1  มูเก็มมัสยิดเตองะห์-ตำบลมัศยิดกลาง ปกครอง18 ตำบล
2. มูเก็มละงูปกครอง3ตำบลรวมทั้งสุไหงอุเปะห์ที่้ป็นเขตปกครองพิเศษ
3.เกาะสาหร่ายมีชื่อมลายูว่่า"ปูเลายะลาโตด"แต่มักเขียนว่า ปูเลายะระโตด
1)มูเก็มมัสยิดเตองะห์**
2.ลูโบ๊ะบาตู
3.ฆัวร์
4.ฆัวร์สนอ
5.ฆัวร์เปอไต
6.กุบังปะโหลด
7.ปันจอร์
8.บูกิตยัมมู
9.ดุสน
10.อาเยอร์ฮางัด
11.กัวลาตัมลัง
12.ตันหยงเปาฮ์
13.เจ้ะบิลัง
14.ทุ่งริ้น
15.บาราเกตุ
16.แป-ระ
17.รันเตาเบอโตล
18.กูบังตันเค็น
_____________________
1)มูเก็มละงู***
2)ตอละ
3)ตะโละไสร์
(4) สุไหงอุเปะห์
_____________________
เชิงอรรถรถ:-
2.ฆัวร์ปอไต =ควนสตอ
3.อาเยอร์ฮางัด=บ้านบ่อน้ำร้อนแถวๆควนโดน
4.รันเตาเบอโตล=ย่านซื่อ
5.กูบังตันเค็น  ตามหลักฐานเขาบอกว่าไม่รู้ที่ไหน
 เป็นข้อที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นที่ไหน
ตอละคือตำบลเขาขาว
______________________
ควนสนอ = โคกประดู่ อยู่เหนือฉลุงไปหน่อย

น่าสังเกตว่าตอนนั้นบ้านจีนยังเป็นแค่หมู่บ้าน (กำปงจีนาKampung Cina ไม่ได้เป็นมูเก็ม
สมัยนั้นอาณาเขตน่านนำ้ เมืองสตูล พ้นเกาะลันตา ถึงเกาะพีพี หน้าเมืองภูเก็ต เหรอ??
ไม่ได้เป็นเขตปกครอง
แต่เป็นเขตเก็บผลประโยชน์รังนกนางแอ่นตามเกาะชายฝั่ง.


ความคิดเห็น